กับดักการสร้างแบรนด์ที่ทำให้ไม่ปัง

กับดักการสร้างแบรนด์ ที่ทำให้แบรนด์ไม่ดัง

กับดักการสร้างแบรนด์ ที่ทำให้แบรนด์ไม่ปัง

1. คิดว่าการสร้างแบรนด์ คือการสร้างโลโก้ หรือเครื่องหมายการค้า

เสียเวลาทำรูปลักษณ์ภายนอกให้สวยแทบตาย แต่ด้านในไม่ได้เรื่อง ลูกค้าอาจจะซื้อครั้งแรกครั้งเดียว แล้วไม่กลับมาซื้ออีกเลย

การสร้างโลโก้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์

เราควรสร้างแก่นของแบรนด์ หรือที่เรียกว่า Brand DNA หรือ Brand Essence ก่อน ไม่ต้องมองเห็นสินค้า ไม่ต้องเห็นโลโก้ เพียงพูดชื่อแบนด์จะต้องรู้เลยว่าคืออะไร

2. คิดว่าการสร้างแบรนด์ คือการคิดให้บรรเจิด

การสร้างแบรนด์ที่เหมาะสมคือการสร้างแบรนด์ให้ครบถ้วน ซึ่งเราต้องเก็บข้อมูลทั้ง
2.1 ภายใน ซึ่งได้แก่ภายในครอบครัว และภายในบริษัท
2.2 ภายนอก คือ กลุ่มลูกค้าทั้งในอดีต, ลูกค้าปัจจุบัน, ลูกค้าอนาคต, กลุ่ม Supplier

3. ขายแต่สรรพคุณ

ขายแต่สรรพคุณ = หายนะของแบรนด์

ลูกค้าจะสามารถประเมินต้นทุนของเราได้ง่าย และคู่แข่งก็สามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายเช่นกัน เราต้องให้แบรนด์เล่นกับความรู้สึก หรือ Emotion แทน

4. การสร้างแบรนด์ต้องสร้างภาพ

อย่าหลอกลูกค้าว่าเรามีสิ่งโน้นสิ่งนี้ ทั้งที่เราไม่มี ยิ่งในปัจจุบันเมื่อมีลูกค้าคนหนึ่งไม่พอใจแล้วนำไปโพสต์ใน Social Media ก็จะทำให้มีคนไม่พอใจเพิ่มอีกกว่า 1,000 คน

5. รีบประกาศแบรนด์ให้โลกรู้

ทางที่ถูกต้องคือ สื่อสารกันเองภายในองค์กรก่อน แล้วจึงค่อยสื่อสารออกไปภายนอก เพื่อให้คนในองค์กรช่วยสื่อสาร Brand DNA ออกไปให้กับกลุ่มเป้าหมาย

6. การสร้างแบรนด์ต้องทุ่มเงิน

การสร้างแบรนด์ไม่จำเป็นต้องใส่เงินลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ให้ใส่ใจลงไปแทน ลงทุนสร้างแบรนด์ไปมากมาย แต่สินค้าไม่ได้เรื่อง หรือไม่ใส่ใจบริการ ต่อให้ลงทุนไปมากเท่าใด แบรนด์ก็ไม่เกิด

อ้างอิง

“SME สร้างแบรนด์อย่างไรให้ดัง” SME Webinar สัมมนาออนไลน์

แผนการเงินแบบเก่าที่จะลากคุณลงนรก

การเงินแบบเก่า

การเงินแบบเก่าเชื่อว่า ทรัพย์สินเกิดจากอำนาจในการจับจ่ายใช้สอย เมื่อเวลาที่เราเริ่มทำงาน ก็จะมีคนมาบอกให้เรารีบซื้อบ้าน ซื้อรถเพื่อจะได้มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง เมื่อแต่งงานก็ต้องมีบ้านหลังใหญ่ เพื่อให้ครอบครัวของเรามีความสุข

ดังนั้น เมื่อเราเริ่มทำงาน แทนที่จะเอาเงินไปพัฒนาชีวิตตัวเองก่อน เพื่อให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น ก็จะถูกเอาไปซื้อบ้านและรถแทน ซึ่งเป็นการเพิ่มหนี้เข้ามาในชีวิต ยิ่งมีงานดีๆ ก็ยิ่งมีเครดิตดี ก็มีกำลังในการสร้างหนี้เพิ่มขึ้น

ความเชื่อการเงินแบบเก่า: ยิ่งซื้อของมากแสดงว่าคุณรวย

เมื่อเรารู้สึกว่าพอแล้ว ไม่ต้องการซื้อเพิ่ม ความคิดการเงินแบบเก่าก็จะบอกว่า “โง่หรือเปล่า!? หาเงินมาก็ต้องเอามาใช้หาความสุขให้ตัวเองสิ ไม่งั้นจะหาเงินทำไม? นี่มันความคิดของคนจน!” ซึ่งหากเราเชื่อ เราก็จะติดวังวนของการเป็นหนี้มากขึ้น ยิ่งทำงาน หนี้ก็ยิ่งมากขึ้น เงินออมก็ไม่เติบโต รายได้แต่ละเดือน เมื่อได้มาก็จะไหลออกไปเข้ากระเป๋าของเจ้าหนี้แทน

ถ้าเราไม่มีหนี้ ไม่ทำงาน 3 เดือน ยังไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีหนี้ หยุดงานวันเดียว ก็มีปัญหาแล้ว

การเงินแบบใหม่

  1. ปฏิเสธความเชื่อเก่าๆที่ว่าให้ทำงานให้หนักแล้วเอาไปซื้อบ้าน ซื้อรถที่เราอยากได้ เพื่อให้คนอื่นมองว่าเรารวย หยุดหนี้เอาไว้ก่อน
  2. พัฒนาความสามารถในการหาเงิน ด้วยการอ่านหนังสือ หรือการฝึกอบรมต่างๆ
  3. สร้างทรัพย์สินให้มากขึ้น
  4. หารายได้จากหลายๆทาง

ทรัพย์สินคืิอสิ่งที่ถือครองแล้วมีเงินเพิ่มขึ้น หนี้สินคือสิ่งที่ถือครองแล้วเงินลดลง

เมื่อเรามีทรัพย์สินมากพอ และทรัพย์สินสามารถสร้างเงินให้เราได้มากพอ แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำงาน ก็ยังมีเงินเลี้ยงชีพ นั่นแหละคือ Passive Income

เมื่อมีรายได้ เราควรแบ่งเป็น 3 กอง
1. เงินสำหรับเอาไว้ใช้จ่าย
2. เงินสำหรับเอาไว้พัฒนาตนเอง
3. เงินสำหรับออม

อ้างอิง

  1. นี่คือแผนการเงินแบบเก่า ที่จะลากคุณลงนรก

ความเข้าใจทางการเงินที่โรงเรียนไม่เคยสอน

ความเข้าใจทางการเงินที่โรงเรียนไม่เคยสอน

ความเข้าใจผิดทางการเงิน

ความเชื่อ: หาเงินได้มากขึ้น เราก็จะรวยขึ้น
ความจริง: เราเห็นได้ว่า คนทำงานแรกๆ ได้เงินเดือนน้อย ก็จะบ่นว่าไม่เพียงพอ แต่พอได้รับการโปรโมท มีเงินเดือนมากขึ้น ก็ไปซื้อรถ ซื้อบ้าน สุดท้ายก็ไม่รวยซักที

ความเชื่อ: ตั้งใจเรียน ทำคะแนนดีๆ หางานดีๆทำ เราก็จะมีเงิน แล้วเราจะรวย
ความจริง: จะพบได้ว่าหลายคนที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 แต่ก็กลับไปจนอีก

เงินไม่ได้ทำให้เรารวย แต่ความเข้าใจการเงินต่างหากที่ทำให้เรารวย

คนทำงานประจำส่วนใหญ่ มีความฝัน ต้องการที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คนที่ไม่มีความรู้ทางการเงิน ก็จะรอจนเก็บเงินได้ซักก้อน แต่พอเก็บเงินได้ครบ ก็ไม่กล้างเสี่ยงสร้างธุรกิจของตัวเอง กลัวเงินจะหมด แต่คนที่มีความรู้ด้านการเงิน จะไม่รอให้ตัวเองมีเงิน สามารถใช้เงินของคนอื่นสร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมา เพราะการได้มาของเงินมีหลายวิธี กู้เงินธนาคาร หรือหาหุ้นส่วน

หากต้องการรวย ต้องมีความเข้าใจทางการเงิน

ความเข้าใจทางการเงินมี 4 ด้าน คือ

  1. หารายได้ ส่วนใหญ่จะมีสอนกันในโรงเรียนอยู่แล้ว
  2. เก็บออม เมื่อทำงานได้เงินมา ต้องเก็บออมก่อนเอาไปใช้จ่าย และต้องมีเป้าหมายชัดเจนในการออม
  3. ใช้จ่าย ต้องรู้จักวางแผน, บริหาร, ควบคุม, ตรวจสอบการใช้จ่าย ไม่ใช้จ่ายเกินจากส่วนที่เหลือจากการออม
  4. ลงทุน เมื่อมีเงินเหลือจากการใช้จ่าย ให้เอาไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์, พันธบัตรรัฐบาล, ร่วมหุ้นกับเพื่อน เพื่อต่อยอดรายได้ของเรา

อ้างอิง

  1. MONEY FITNESS ตอนที่ 1: เรื่องที่โรงเรียนไม่เคยสอน